คู่มือ การจ่ายเงิน บาคาร่า ฉบับเข้าใจง่าย
Beginner's Guide

คู่มือ การจ่ายเงิน บาคาร่า ฉบับเข้าใจง่าย Banker จ่ายเท่าไหร่ มือใหม่ต้องรู้

การจ่ายเงิน บาคาร่า แต่ละฝั่งได้เท่าไหร่ สรุปอัตราจ่ายแบบเข้าใจง่าย

ทำไมเราต้องรู้เรื่อง การจ่ายเงิน บาคาร่า ให้ลึกซึ้ง

ก่อนที่เราจะไปดูตัวเลขกัน เราอยากชวนเพื่อนๆ มาทำความเข้าใจกันก่อนค่ะว่า ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ บางคนอาจจะคิดว่า แค่แทงให้ถูกก็พอแล้ว เดี๋ยวระบบมันก็คิดเงินให้เองแหละ

ความคิดนั้นก็ไม่ผิดค่ะ แต่การรู้ลึกรู้จริงเรื่อง การจ่ายเงิน บาคาร่า จะช่วยให้เราเป็นนักลงทุนที่ฉลาดขึ้นค่ะ เพราะใน บาคาร่าออนไลน์ แต่ละฝั่งมีความได้เปรียบเสียเปรียบซ่อนอยู่ และอัตราการจ่ายเงินนี่แหละค่ะ คือตัวบ่งชี้ว่าฝั่งไหนมีความเสี่ยงมากหรือน้อย

การที่เราเข้าใจว่า Banker จ่ายเท่าไหร่ หรือ Player ได้กี่เท่า จะช่วยให้เราวางแผนการเดินเงินได้แม่นยำขึ้น เช่น ถ้าเรารู้ว่าฝั่งไหนโดนหักเงิน เราอาจจะต้องปรับยอดเงินเดิมพันชดเชย หรือถ้าเรารู้ว่าฝั่งไหนจ่ายเยอะแต่เสี่ยงสูง เราก็จะได้ระมัดระวังในการแทงมากขึ้นนั่นเองค่ะ มันคือพื้นฐานของการบริหารหน้าตัก หรือ Money Management ที่เซียนทุกคนต้องมีค่ะ

คู่มือ การจ่ายเงิน บาคาร่า ฉบับเข้าใจง่าย

เจาะลึกอัตราจ่ายมาตรฐาน ฝั่ง Player และ Banker

มาเริ่มกันที่สองพระเอกนางเอกของงานกันก่อนเลยค่ะ นั่นคือฝั่งผู้เล่น (Player) และฝั่งเจ้ามือ (Banker) ซึ่งเป็นจุดที่คนวางเดิมพันบ่อยที่สุดใน เว็บบาคาร่า

ฝั่ง Player (ผู้เล่น) หรือ สีน้ำเงิน

สำหรับฝั่ง Player หรือสีน้ำเงินนั้น กติกาการจ่ายเงินนั้นตรงไปตรงมาและเข้าใจง่ายที่สุดในโลกเลยค่ะ ไม่มีความซับซ้อนใดๆ

คำถามคือ Player ได้กี่เท่า คำตอบคือ 1 ต่อ 1 ค่ะ

หมายความว่ายังไง หมายความว่า ถ้าเพื่อนๆ วางเดิมพันที่ฝั่ง Player 100 บาท และฝั่ง Player เป็นฝ่ายชนะ เพื่อนๆ จะได้รับเงินทุนคืน 100 บาท บวกกับกำไรอีก 100 บาท รวมเป็นเงินกลับเข้ากระเป๋า 200 บาทค่ะ

พูดง่ายๆ คือ แทงเท่าไหร่ ได้กำไรเท่านั้น ไม่มีการหักค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ นี่คือเสน่ห์ของฝั่ง Player ที่หลายคนชื่นชอบ เพราะคิดเงินง่าย ได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ต้องปวดหัวกับทศนิยม หรือเศษสตางค์ค่ะ

ฝั่ง Banker (เจ้ามือ) หรือ สีแดง

ทีนี้มาถึงฝั่งที่หลายคนมักจะสับสน และมีคำถามบ่อยที่สุดว่า Banker จ่ายเท่าไหร่ ทำไมมันดูยุ่งยากจัง

ปกติแล้วใน บาคาร่า แบบมาตรฐาน (ที่มีค่าคอมมิชชั่น) อัตราจ่ายของฝั่ง Banker จะอยู่ที่ 1 ต่อ 0.95 ค่ะ

ตัวเลข 0.95 มาจากไหน มันมาจากการที่ฝั่ง Banker มีโอกาสชนะมากกว่าฝั่ง Player อยู่นิดหน่อยตามหลักสถิติค่ะ ทางคาสิโนเลยต้องมีการเก็บ ค่าต๋ง หรือ ค่าคอมมิชชั่น 5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อความยุติธรรมและเป็นกำไรของทางเว็บ

ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ วางเดิมพันที่ฝั่ง Banker 100 บาท และฝั่ง Banker ชนะ เพื่อนๆ จะได้ทุนคืน 100 บาท แต่จะได้กำไรเพียงแค่ 95 บาท เท่านั้นค่ะ (โดนหักไป 5 บาท) รวมเงินที่ได้กลับมาคือ 195 บาท

สรุปง่ายๆ คือ ถ้าแทงแดงชนะ จะโดนหัก 5 เปอร์เซ็นต์ เสมอค่ะ นี่คือกฎเหล็กของโต๊ะมาตรฐานที่เพื่อนๆ ต้องเจอใน เว็บบาคาร่า ทั่วไปค่ะ แม้จะดูเหมือนเสียเปรียบที่ได้เงินไม่เต็ม แต่ในระยะยาว ฝั่งนี้ชนะบ่อยกว่านะคะ

อัตราจ่ายของฝั่ง Tie หรือ เสมอ

นอกจากสองฝั่งหลักแล้ว ยังมีอีกหนึ่งตัวเลือกที่หลายคนชอบลุ้น เพราะผลตอบแทนมันยั่วยวนใจเหลือเกิน นั่นคือการแทง Tie หรือ เสมอ ค่ะ

การแทงเสมอ คือการทายว่าแต้มรวมของทั้งฝั่ง Player และ Banker จะออกมาเท่ากันเป๊ะๆ (เช่น 6 แต้มเท่ากัน หรือ 0 แต้มเท่ากัน)

อัตราจ่ายของการแทงเสมอ ปกติจะอยู่ที่ 1 ต่อ 8 ค่ะ

หมายความว่า ถ้าเพื่อนๆ วางเดิมพันที่ช่องเสมอ 100 บาท และผลออกมาเสมอจริงๆ เพื่อนๆ จะได้ทุนคืน 100 บาท และได้กำไรมากถึง 800 บาท เลยทีเดียว รวมเป็นเงินกลับเข้ากระเป๋า 900 บาท

บาง เว็บบาคาร่า อาจจะใจป้ำ จ่ายให้ถึง 1 ต่อ 9 ก็มีนะคะ แต่มาตรฐานส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1 ต่อ 8 ค่ะ ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับสองฝั่งแรก แต่เพื่อนๆ ก็ต้องไม่ลืมนะคะว่า โอกาสที่มันจะออกเสมอนั้น ยากกว่าการออกผลแพ้ชนะปกติมากค่ะ ดังนั้นความเสี่ยงจึงสูงตามเงินรางวัลไปด้วย

อัตราจ่ายพิเศษ เดิมพันข้างเคียง (Side Bets)

ในโลกของ บาคาร่า ออนไลน์ ยุคใหม่ เพื่อเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจ ทางค่ายเกมมักจะมีช่องทางเลือกพิเศษ หรือ Side Bets ให้เราได้ลุ้นกันเพิ่มด้วยค่ะ ซึ่งอัตราจ่ายของช่องพวกนี้จะสูงปรี๊ดเลยทีเดียว เหมาะสำหรับคนชอบความเสี่ยงสูง

Player Pair / Banker Pair (ไพ่คู่)

อันนี้เจอบ่อยมากค่ะ คือการทายว่า ไพ่ 2 ใบแรก ของฝั่งนั้นๆ จะออกมาเป็นเลขเดียวกัน หรือตัวอักษรเดียวกัน (เช่น 4 กับ 4 หรือ K กับ K)

อัตราจ่ายของไพ่คู่ จะอยู่ที่ 1 ต่อ 11 ค่ะ

คือแทง 100 บาท ได้กำไร 1100 บาทเลยนะคะ เป็นช็อตทำเงินที่หลายคนชอบเสี่ยงดวงดู เพราะถ้าฟลุ๊คเข้าเป้าขึ้นมา คือรวยเละเลยค่ะ แต่ย้ำนะคะว่าดูแค่ 2 ใบแรกเท่านั้น ไม่นับใบที่ 3

Perfect Pair (คู่เหมือน)

อันนี้จะยากขึ้นไปอีกขั้นค่ะ คือต้องเป็นไพ่คู่ที่ ดอกเดียวกัน ด้วย (เช่น 7 โพแดง กับ 7 โพแดง) ซึ่งอัตราจ่ายอาจจะพุ่งไปถึง 1 ต่อ 25 เลยทีเดียวในบางโต๊ะ

โบนัส (Bonus)

บางโต๊ะจะมีช่องที่เรียกว่า Dragon Bonus หรือ Player/Banker Bonus ซึ่ง การจ่ายเงิน บาคาร่า ในช่องนี้จะพิเศษหน่อยค่ะ คือจะจ่ายมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับ แต้มที่ชนะห่างกัน เช่น ถ้าชนะด้วย Natural 9 (ป๊อก 9) อาจจะจ่าย 1 ต่อ 1 แต่ถ้าชนะขาดลอยแบบ 9 แต้ม ต่อ 0 แต้ม อาจจะจ่ายสูงถึง 1 ต่อ 30 เลยทีเดียวค่ะ

กรณีพิเศษ บาคาร่า ไม่มีค่าคอมมิชชั่น (Super 6)

ทีนี้มีอีกเรื่องที่เพื่อนๆ ต้องรู้ค่ะ เดี๋ยวนี้ใน เว็บบาคาร่า จะมีโต๊ะอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า No Commission Baccarat หรือ บาคาร่าไม่มีค่าคอมมิชชั่น ซึ่งกติกา การจ่ายเงิน บาคาร่า จะเปลี่ยนไปนิดหน่อยค่ะ

ในโต๊ะแบบนี้ ถ้าแทง Player ชนะ ได้ 1 ต่อ 1 เหมือนเดิม ถ้าแทง Banker ชนะ ก็ได้ 1 ต่อ 1 เหมือนกันค่ะ (ไม่ต้องโดนหัก 5 บาทแล้ว)

อ้าว แล้วแบบนี้เว็บจะเอากำไรจากไหน เว็บเขาจะมีกฎพิเศษอยู่ข้อหนึ่งค่ะ เรียกว่ากฎ Super 6 หรือกฎ 6 แต้ม

กติกาคือ ถ้าฝั่ง Banker ชนะ ด้วยแต้ม 6 แต้ม (ต้องเป็น 6 แต้มเท่านั้นนะคะ ชนะด้วยแต้มอื่นได้เต็ม) เพื่อนๆ จะได้รับเงินรางวัลแค่ ครึ่งเดียว หรือ 1 ต่อ 0.5 เท่านั้นค่ะ

ตัวอย่างเช่น แทง Banker 100 บาท แล้ว Banker ชนะด้วย 7 แต้ม เพื่อนๆ ได้กำไร 100 บาทเต็ม แต่ถ้าแทง Banker 100 บาท แล้ว Banker ชนะด้วย 6 แต้ม เพื่อนๆ จะได้กำไรแค่ 50 บาท ค่ะ

นี่คือสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยนกันค่ะ ระหว่างการไม่ต้องโดนหัก 5 เปอร์เซ็นต์ทุกตา กับการโดนหัก 50 เปอร์เซ็นต์เฉพาะตอนที่เจ้ามือชนะด้วย 6 แต้ม เพื่อนๆ ต้องลองชั่งใจดูนะคะว่าชอบแบบไหนมากกว่า

วิธีคำนวณเงินรางวัลแบบง่ายๆ (Calculation Examples)

เพื่อให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดเจนขึ้น และไม่งงเวลาเล่นจริง เรามาลองคำนวณตัวเลขกันดูเล่นๆ ไหมคะ สมมติว่าเรามีเงินทุน 1000 บาท แล้วเราลองแทงในรูปแบบต่างๆ ดูค่ะ

  1. กรณีแทง Player (ผู้เล่น) ลงเงิน 1000 บาท ผลออก Player ชนะ วิธีคิด เงินทุน x 1 กำไรที่ได้ 1000 บาท เงินรวมเข้ากระเป๋า 2000 บาท
  2. กรณีแทง Banker (เจ้ามือ) แบบมีค่าคอม ลงเงิน 1000 บาท ผลออก Banker ชนะ วิธีคิด เงินทุน x 0.95 กำไรที่ได้ 950 บาท (โดนหัก 50 บาท) เงินรวมเข้ากระเป๋า 1950 บาท
  3. กรณีแทง Tie (เสมอ) ลงเงิน 1000 บาท ผลออก เสมอ วิธีคิด เงินทุน x 8 กำไรที่ได้ 8000 บาท เงินรวมเข้ากระเป๋า 9000 บาท
  4. กรณีแทง Banker Pair (ไพ่คู่เจ้ามือ) ลงเงิน 1000 บาท ผลออก เจ้ามือได้ไพ่คู่ วิธีคิด เงินทุน x 11 กำไรที่ได้ 11000 บาท เงินรวมเข้ากระเป๋า 12000 บาท

เห็นไหมคะว่าตัวเลขมันต่างกันเยอะมาก ยิ่งความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็ยิ่งสูงตามไปด้วย นี่คือหลักการพื้นฐานของการลงทุนเลยค่ะ

ข้อควรระวังเรื่อง การคืนเงิน (Push Rule)

มีเรื่องหนึ่งที่เราอยากเตือนเพื่อนๆ มือใหม่ไว้ค่ะ คือเรื่องของ การคืนเงินเดิมพัน ในกรณีที่ผลออกเสมอ

ในกรณีที่ผลออก เสมอ (Tie) ถ้าเพื่อนๆ แทง Player หรือ Banker เอาไว้ เงินทุนของเพื่อนๆ จะ ไม่หาย ไปไหนนะคะ ทาง เว็บบาคาร่า จะทำการ คืนทุน ให้เราเต็มจำนวนค่ะ ถือว่าตานั้นเจ๊ากันไป (ยกเว้นว่าเพื่อนๆ จะไปแทงในช่องเสมอ ถึงจะได้เงินรางวัล)

ดังนั้นไม่ต้องตกใจนะคะว่า เอ๊ะ ออกเสมอแล้วเงินฉันจะโดนกินไหม คำตอบคือไม่โดนกินค่ะ ได้คืนครบทุกบาททุกสตางค์ ยกเว้นเพื่อนๆ จะไปแทงฝั่งข้างเคียงอื่นๆ ที่ไม่ถูกเงื่อนไข อันนั้นถึงจะเสียเงินค่ะ

บทสรุป เลือกแทงฝั่งไหนคุ้มค่าที่สุด

อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงจะได้คำตอบกันแล้วนะคะว่า การจ่ายเงิน บาคาร่า ของแต่ละฝั่งเป็นอย่างไร และ Banker จ่ายเท่าไหร่ รวมถึง Player ได้กี่เท่า

ถ้าถามเราว่าแทงฝั่งไหนคุ้มที่สุด ในระยะยาว ทางสถิติบอกว่าฝั่ง Banker ยังคงเป็นฝั่งที่มีโอกาสชนะมากที่สุด แม้จะโดนหัก 5 เปอร์เซ็นต์ หรือโดนกฎครึ่งราคาในโต๊ะไม่มีคอม ก็ยังถือว่าคุ้มค่าค่ะ เพราะชนะบ่อยกว่า

แต่สำหรับคนที่ชอบความง่าย ไม่ชอบคิดเลขเยอะ ฝั่ง Player ก็เป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย คำนวณกำไรขาดทุนง่าย

ส่วนฝั่ง Tie และ Pair นั้น เหมาะสำหรับเป็น ของหวาน หรือรางวัลโบนัสที่เราหยอดเล่นๆ ด้วยเงินจำนวนน้อยๆ เพื่อลุ้นความตื่นเต้นค่ะ ไม่แนะนำให้ทุ่มเงินก้อนใหญ่ไปกับช่องเหล่านี้ เพราะความเสี่ยงมันสูงเกินไปค่ะ

สุดท้ายนี้ เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจระบบการเงินของ บาคาร่า มากขึ้นนะคะ การรู้ว่าเราจะได้เงินเท่าไหร่ จะช่วยให้เราวางแผนการเล่นและบริหารเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เล่นอย่างมีสติ และขอให้เพื่อนๆ ทุกคนโชคดี กอบโกยกำไรจาก บาคาร่า ออนไลน์ ได้เยอะๆ นะคะ

Q&A คำถามที่พบบ่อย

Q1: การจ่ายเงิน บาคาร่า สำหรับฝั่ง Player และ Banker ต่างกันอย่างไร? 

A: การจ่ายเงินสำหรับสองฝั่งหลักมีข้อแตกต่างที่สำคัญคือ:

  1. Player (ผู้เล่น): อัตราจ่าย 1 ต่อ 1 (แทง 100 ได้กำไร 100 บาท) ไม่มีการหักค่าธรรมเนียมใดๆ ค่ะ
  2. Banker (เจ้ามือ): อัตราจ่าย 1 ต่อ 0.95 (แทง 100 ได้กำไร 95 บาท) เพราะจะถูกหัก ค่าคอมมิชชั่น 5% ค่ะ

Q2: การแทง “Tie” (เสมอ) และ “Pair” (ไพ่คู่) มีอัตราจ่ายเท่าไหร่ และเหมาะกับการลงทุนหรือไม่?

A: อัตราจ่ายของช่องทางเสริมเหล่านี้ให้ผลตอบแทนสูงมาก แต่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ต้องระวังค่ะ

  • Tie (เสมอ): อัตราจ่ายอยู่ที่ 1 ต่อ 8
  • Pair (ไพ่คู่): อัตราจ่ายอยู่ที่ 1 ต่อ 11

ช่องทางเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก (ความเสี่ยงสูง) จึง ไม่เหมาะ สำหรับการทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อทำกำไรอย่างยั่งยืนค่ะ ควรใช้เป็นเพียงการลุ้นสนุกๆ ด้วยเงินจำนวนน้อยๆ เท่านั้น

Q3: ทำไมแทง Banker ถึงโดนหัก 5% และบาคาร่า “ไม่มีค่าคอมมิชชั่น” มีกฎพิเศษอย่างไร?

A: คำถามนี้ตอบได้ด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์และความสมดุลของเกมค่ะ

  1. โดนหัก 5%: เพื่อ ปรับสมดุลของเกม ค่ะ เพราะจากสถิติและกฎการจั่วไพ่ ทำให้ฝั่ง Banker มีโอกาสชนะบ่อยกว่าฝั่ง Player เล็กน้อย การหัก 5% จึงเป็นการรักษาส่วนได้เปรียบของคาสิโน
  2. บาคาร่าไม่มีค่าคอมมิชชั่น: จะจ่าย Banker 1 ต่อ 1 ยกเว้นกรณีพิเศษคือ ถ้า Banker ชนะด้วยแต้ม 6 แต้ม ผู้เล่นจะได้รับเงินรางวัลแค่ ครึ่งเดียว (50%) ค่ะ